Links ติดต่อเรา บทความ/ข่าวกิจกรรม Home
ข่าว / กิจกรรม BIT arrow ข่าว / กิจกรรม BIT arrow จริยธรรมในการคุมกำเนิด ( An Ethic of Birth Control )
จริยธรรมในการคุมกำเนิด ( An Ethic of Birth Control ) PDF พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย อศจ.นันทิยา เพ็ชรเกตุ   
Tuesday, 11 May 2010

Image การคุมกำเนิด คือ การป้องกันไม่ให้มีทารกเกิดขึ้นในครรภ์หลังจากมีเพศสัมพันธ์ มีหลักฐานบันทึกในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติว่า ระหว่างปี กคศ.1900-1100 นายแพทย์ชาวอียิปต์ ได้สั่งยาเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ ตามหลักฐานบอกว่ายาต่อไปนี้สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้ คือ ส่วนผสมของยางอะคาเซีย แตงกวาขม อินทผลัม  และน้ำผึ้ง  โดยใส่ไว้ที่มดลูก หรืออีกหลักฐานหนึ่งพบบันทึกในกระดาษปาปิรัสมีการป้องกันการตั้งครรภ์โดยใช้มูลจระเข้ใส่ในมดลูกที่เปิดอยู่ ถึงแม้ว่าวิธีการคุมกำเนิดไม่ถูกหลักสุขอนามัย โดยวัดมาตรฐานจากปัจจุบัน ข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าในสมัยอียิปต์โบราณก็มีการควบคุมการขยายพันธุ์ เหมือนกัน (John Jefferson Davis, 1985, p.22)

                ปัจจุบันการคุมกำเนิดมีหลายวิธีด้วยกัน เช่น กินยา ฉีดยา ใช้ถุงยางอนามัย ใส่ห่วง ใช้ยาทำลายความเป็นกรดเป็นด่าง การนับวัน การวัดอุณหภูมิ  การผูกท่อของผู้ชายชั่วคราว การหลั่งน้ำอสุจิข้างนอก สุดท้ายคือทำหมัน

                แท้จริงแล้วคริสเตียนต้องเผชิญปัญหาด้านศีลธรรมมากมาย   ในขณะที่พื้นฐาน

Imageจริยคริสเตียนดูเหมือนง่าย แต่บ่อยครั้งยากที่จะนำไปประยุกต์ใช้ เช่นเรื่องการคุมกำเนิด และการทำแท้ง เป็นปัญหาใหญ่มากที่รบกวนจิตใจของหลายๆฝ่ายเพราะทั้งการคุมกำเนิดและการทำแท้ง ทำให้เกิดคำถามว่า “เป็นการป้องกันชีวิตหรือทำลายชีวิต” หรือ “เป็นสิ่งที่ถูกต้องไหม” หรือต้องอยู่ในเงื่อนไขอย่างไรจริยธรรมของการคุมกำเนิดจึงเหมาะสม: มีคำถามที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ คือ

1.ผิดศีลธรรมไหมที่จะใช้สิ่งแปลกปลอมป้องกันชีวิตมนุษย์ที่จะก่อขึ้นโดยธรรมชาติ

2.เป็นการไม่เชื่อฟังพระบัญชาของพระเจ้าไหมที่หยุดยั้งเผ่าพันธุ์โดยการคุมกำเนิด

                ความจริงปัญหาเหล่านี้ค่อนข้างจะตอบยากในทัศนะของจริยธรรมแต่อย่างไรก็ตามเราต้องหาคำตอบ ที่ดูว่าควรจะประยุกต์ใช้อย่างไร

การโต้แย้งต่อต้านการคุมกำเนิด

Image

                เมื่อมองในทัศนะคริสเตียนในเรื่องการคุมกำเนิดแล้วมีข้อโต้แย้งต่าง ๆ ดังนี้

1.การคุมกำเนิดเป็นการไม่เชื่อฟังพระเจ้าที่พระองค์ทรงบัญชาให้ทวีเผ่าพันธุ์ (ปฐมกาล 1.28)

2.การป้องกันไม่ให้ชีวิตได้ก่อตัวขึ้นตามธรรมชาติเป็นฆาตกรรมโดยตั้งใจ

3.จุดประสงค์การมีเพศสัมพันธ์เพื่อให้กำเนิดลูกหลาน

4.พระคัมภีร์ได้ลงโทษคนที่คุมกำเนิดอย่างชัดเจน (ปฐมกาล 38.9)

คำอธิบายข้อโต้แย้ง

       1.การคุมกำเนิดเป็นการไม่เชื่อฟังพระบัญชาของพระเจ้าที่ให้มนุษย์ทวีเผ่าพันธุ์จริงหรือ? พระบัญชาของพระเจ้าได้ให้แก่มนุษย์คือ “จงมีลูกดกทวีมากขึ้นจนเต็มแผ่นดิน” (ปฐม-กาล 1.28) พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ทั้งชายและหญิง แล้วตรัสสั่งให้มีผลิตผลเพราะคำสั่งนี้ทำให้กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการคุมกำเนิดโต้แย้งว่าการคุมกำเนิดผิดพระประสงค์ของพระเจ้า พวกเขาบอกว่าพระเจ้าประสงค์จะให้มนุษย์แบ่งปันความดีของพระองค์โดยการทวีลูกหลาน เมื่อเราไม่ทำตาม (คนที่คุมกำเนิด) ถือว่าเป็นการเห็นแก่ตัว หลายคนจะอ้างข้อพระคัมภีร์ที่ว่าพระเจ้าจะอวยพรลูกหลานถึงแม้ครอบครัวจะใหญ่ ซึ่งเขาจะสนับสนุนพระคัมภีร์ในสดุดี 127.3-5 “บุตรทั้งหลายเป็นมรดกจากพระเจ้า..” ทำนองเดียวกันครรภ์ที่เป็นหมันถือว่าเป็นการสาปแช่งจากพระเจ้า (ปฐมกาล 20.18,เฉลยธรรมบัญญัติ 17.14)  พวกเขาที่มีความเชื่อเช่นนี้เขาพร้อมที่จะผลิตลูกหลานอย่างไม่อั้น เพราะไม่อยากจะขัดคำสั่งของพระเจ้า

                2.การคุมกำเนิดเป็นการฆาตกรรมโดยตั้งใจใช่ไหม? คือเป็นการไม่ให้อิสระและจำกัดชีวิตที่ไม่ให้เข้าไปฝังตัวอยู่ในที่ของมันเป็นการปฏิเสธการให้ชีวิตเกิดขึ้น ซึ่งเหมือนกับชาวนาไม่ยอมหว่านพืชถ้าทุ่งนาแห้งแล้ง ไม่มีพืชผลที่จะเลี้ยงดูชีวิตหรือเหมือนกับคนหนึ่งพ่นยาพิษไปบนเมล็ดที่กำลังงอกเป็นต้นอ่อน

                การคุมกำเนิดจึงเหมือนกับการฆ่าล่วงหน้า พระเจ้าองค์เดียวเท่านั้นที่มีสิทธิเหนือชีวิตที่จะตัดสินพระทัยว่าจะให้เกิดขึ้นมาหรือไม่ หรืออีกนัยหนึ่ง คือพระเจ้าทรงเป็นผู้เปิดและปิดครรภ์ (ปฐมกาล 20.18,29.31) พระเจ้าเท่านั้นทรงมีอำนาจเหนือชีวิต เมื่อพระองค์ทรงให้ชีวิตพระองค์ทรงเอากลับไป (โยบ 1.21) มนุษย์ไม่มีสิทธิใช้อำนาจตัดสินใจว่าคนไหนควรอยู่ (มีชีวิต) และคนไหนไม่ควรมีชีวิต ดังนั้นการคุมกำเนิดคือการพยายามเล่นกับพระเจ้าซึ่งเป็นการผิดศีลธรรม

                3.จุดประสงค์ของการมีเพศสัมพันธ์ คือเพื่อให้กำเนิดลูกหลาน กลุ่มที่ต่อต้านการคุมกำเนิดเห็นว่าการคุมกำเนิดเป็นวิธีการพื้นฐานของคนที่ชอบสนุกทางเพศ พวกเขาบอกว่าพระเจ้าทรงสถาปนาเพศสัมพันธ์เพื่อจะผลิตผล ส่วนความพึงพอใจในเพศสัมพันธ์นั้นมาพร้อม (คู่กัน) กับจุดประสงค์ที่จะให้กำเนิดชีวิต ดังนั้นจงให้ความพึงพอใจเรื่องเพศเป็นส่วนความรับผิดชอบในการสร้างครอบครัว ซึ่งพระเจ้าทรงสถาปนาไว้ การใช้เครื่องคุมกำเนิดเป็นการแสดงความเห็นแก่ตัว มีความปรารถนาสนองตัณหาเพื่อความพอใจไม่มีแผนและให้ชีวิตเป็นทวีคูณ เพศสัมพันธ์ต้องไม่มาจากการเห็นแก่ตัว แต่เป็นการแบ่งปันชีวิตกับสังคม ที่ว่าการคุมกำเนิดเห็นแก่ตัวเพราะเป็นการทำลายกฎธรรมชาติ

                4.พระคัมภีร์ได้ลงโทษต่อคนที่พยายามคุมกำเนิด ในพระคัมภีร์ได้ให้เราเห็นถึงการลงโทษอย่างชัดเจนต่อคนที่ปฏิเสธการสืบพงศ์พันธุ์ในปฐมกาล 38.9 “โอนันรู้ว่าพันธุ์จะไม่ได้นับเป็นของตน เมื่อเขาเข้าไปหาภรรยาของพี่ชาย จึงทำให้น้ำกามตกดินเสีย ด้วยเกรงว่าจะสืบพันธุ์ให้แก่พี่ชาย” เมื่อโอนันทำเช่นนั้น ในปฐมกาล 38.10 บอกว่า “ในพระเนตรพระเจ้าสิ่งที่โอนันได้กระทำนั้นผิด พระองค์จึงทรงประหารชีวิตเขาเสีย” นี่คือตัวอย่างที่เห็นอย่างชัดเจนว่าคนที่ได้เข้าร่วมในเพศสัมพันธ์แล้วปฏิเสธที่จะสืบทายาทเป็นลักษณะของการคุมกำเนิด ซึ่งพระเจ้าทรงบัญชาให้โอนันเป็นผู้สืบทายาทให้พี่ชาย แต่เขาได้ปฏิเสธ

                ในพระคัมภีร์กรณีของโอนันเป็นกรณีเดียวที่ปรากฎว่าพระเจ้าทรงลงโทษในการกระทำลักษณะการคุมกำเนิด (โดยการหลั่งอสุจิภายนอก) จากกรณีของโอนันนี้ทำให้กลุ่มผู้ต่อต้านการคุมกำเนิดนำมาโต้แย้งการคุมกำเนิดทุกชนิด (Norman I. Geisler, P.211-213)

การตอบคำถามต่อผู้ต่อต้านการคุมกำเนิด

Image

                ถึงแม้จะมีข้อคัดค้าน (ต่อต้าน) กรรมวิธีการคุมกำเนิดทั้งหลาย แต่ไม่ใช่ว่าเป็นการพิสูจน์ว่าการคุมกำเนิดนั้นผิดเสมอไป   ในการโต้แย้งนี้เป็นการแสดงถึงว่า โดยทั่วไปตามธรรมชาติแล้วต้องมีเด็ก และเป็นการผิดในกรณีที่ใช้การคุมกำเนิดเพื่อจะขับเด็กออกไป ตามเหตุผลของข้อโต้แย้งต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมาแล้ว ต่อไปนี้ดูคำตอบต่อความเห็นแย้งกลุ่มผู้ต่อต้านการคุมกำเนิด

                1.พระบัญชาของพระเจ้าว่าให้แพร่พันธุ์นั้นโดยทั่ว ๆ ไป ไม่ได้จำเพาะเจาะจง พระบัญชานี้พระเจ้าทรงให้โดยทั่วไป ไม่ได้จำเพาะเจาะจงว่าทุกคนต้องแพร่พันธุ์พระประสงค์ของพระเจ้าต้องการให้เผ่าพันธุ์มนุษย์แพร่ออกไป แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องขยายพันธุ์ เพราะถ้าพระประสงค์ในการแพร่พันธุ์นั้นไม่ใช่พระบัญชาทั่ว ๆ ไป อย่างนั้นทุกคนที่ปฏิเสธการแต่งงานหรือไม่ได้สมรสตลอดชีวิตก็ได้ทำบาปเท่ากับคนที่แต่งงานแต่ปฏิเสธการมีลูก ซึ่งคิดแล้วว่าพวกที่ยังรักษาความโสดเหล่านี้ได้ร่วมกระทำบาปเหมือนบรรดาคู่สามี-ภรรยาได้ใช้วิธีการคุมกำเนิด  ในพระคัมภีร์ใหม่พระเยซูตรัสว่า “ด้วยว่าผู้ที่เป็นขันทีตั้งแต่กำเนิดก็มี ผู้ที่มนุษย์ทำให้เป็นขันทีก็มี ผู้ที่กระทำตัวเองให้เป็นขันที เพราะเห็นแก่แผ่นดินสวรรค์ก็มี ใครถือได้ก็ให้ถือเอาเถิด” (มัทธิว 19.12) ในทำนองเดียวกันอัครทูตเปาโลได้บอกว่า “อย่างไรก็ตามองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงประทานฐานะแก่แต่ละคนอย่างไร เมื่อพระเจ้าได้ทรงเรียกให้เขามาแล้ว ก็ให้เขาดำรงอยู่ในฐานะนั้น (แต่งงานหรือเป็นโสดก็ตาม)” (1โครินธ์ 7.17)    ดังนั้นจึงตอบได้ว่าคนเป็นโสดไม่ได้ทำบาปเรื่องนี้ เพราะพระเจ้าทรงเรียกบางคนให้แต่งงานและบางคนให้เป็นโสด ยิ่งกว่านั้นถ้ามีการทำบาปโดยการไม่แพร่พันธุ์ ดังนั้นคู่ที่แต่งงานกันแล้วตกลงกันว่าจะไม่มีเพศสัมพันธ์ก็ทำบาปด้วย แต่ในพระคัมภีร์ใหม่ อนุญาต เช่น “เว้นแต่ได้ตกลงกันเป็นการชั่วคราว” (1โครินธ์ 7.5)

                จึงไม่มีเหตุผลทางจริยธรรมว่าคู่สามี-ภรรยาไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ (การมีเพศสัมพันธ์) ยิ่งกว่านั้นจะมีเหตุผลอธิบายอย่างไรที่ไม่อนุญาตให้มีเพศสัมพันธ์ในช่วงที่ผู้หญิงมีประจำเดือน และนอกจากนั้นทำไมกลุ่มที่ต่อต้านการใช้ยา หรือเครื่องมือต่าง ๆ ในการคุมกำเนิดว่าผิด แต่พวกเขากลับเห็นด้วยกับการคุมกำเนิดโดยใช้วิธีธรรมชาติ (เช่น การนับวันจังหวะของการตกไข่ หรือการวัดอุณหภูมิ) ถ้าเช่นนั้นน่าจะพูดว่าแท้จริงแล้วการคุมกำเนิดแบบไหนกันแน่ ความถี่ห่างอย่างไร

                ถ้าจะพูดกันแล้วแท้จริงพระบัญชาของพระเจ้าให้แพร่พันธุ์แต่ไม่ได้บอกว่าแต่ละคู่ควรมีลูกกี่คน ดังนั้นการจำกัดจำนวนทายาทไม่ใช่ความบาป

                2.การคุมกำเนิดไม่ใช่การจงใจทำฆาตกรรม ถ้าการจำกัดจำนวนลูก ๆ ที่จะเข้ามาในโลกนี้ไม่ใช่ความบาป ซึ่งมีความแตกต่างระหว่างคำว่าป้องกันชีวิตที่จะเข้ามาเกิด และการทำลายชีวิตหลังจากการก่อตัว การทำลายชีวิต คือ ฆาตกรรม ส่วนการป้องกันนั้น การป้องกันลูกหลานนั้น ไม่ได้เหมือนเราเลือกลูกไม้บนต้นว่าลูกไหนควรคัดออก ในทางตรงกันข้ามหากไม่คุมกำเนิดเลย แต่ปล่อยให้ออกมาจำนวนเท่าใดก็ได้ อาจจะเป็นฆาตกรรม เพราะการที่ไม่ควบคุมเลยบางทีเป็นการทำลายชีวิตของมนุษย์ผู้ไร้เดียงสานั่นแหละคือการฆาตกรรม ถึงแม้ว่าเราไม่ได้ทำเอง แต่อาจจะนำไปสู่การฆาตกรรมได้หลาย ๆ อย่าง เช่น เมื่อประชากรมากต้องเกิดระบบแย่งและแข่งขันสูง เกิดความยากจน gdbfกันดารอาหาร ต้องเข่นฆ่าแย่งชิงกันเพื่อความอยู่รอด

                ในเผ่าพันธุ์ใดก็ตามการควบคุมจำกัดจำนวนมนุษย์นั้นไม่ใช่ความบาปแต่ถ้าบางคนจำกัดจำนวนทั้งหมด คือไม่ยอมให้ทารกเกิดเลย นั่นแหละคือการขัดคำสั่งพระเจ้า เพราะไม่ยอมแพร่พันธุ์เลย การจำกัดชีวิตให้เกิดมาแท้จริงแล้วเป็นการทำให้ชีวิตมีค่าและเหมาะสมไม่ใช่ความบาป การจำกัดจำนวนทำให้ชีวิตมีคุณภาพมากขึ้น ดังนั้นการคุมกำเนิดโดยจุดประสงค์เช่นนี้เป็นการยุติธรรมและเหมาะสม

                3.การแพร่พันธุ์ไม่ได้เป็นเพียงจุดประสงค์ของมีการเพศสัมพันธ์การแพร่พันธุ์ (ขยายพันธุ์) คือ พื้นฐานของการมีเพศสัมพันธ์ แต่ไม่ได้เป็นจุดประสงค์เดียวของมีเพศสัมพันธ์ แท้จริงแล้วเพศสัมพันธ์เป็นการรวมกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเป็นการเสริมสร้างซึ่งกันและกัน ดังนั้นการแต่งงานของมนุษย์มีความหมายมากกว่าจับคน 2 คนมาผูกพันกันและใช้ชีวิตร่วมกันแต่เพศสัมพันธ์มีความหมายในทางหนุนใจกันและผูกมัดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพศสัมพันธ์เป็นความพึงพอใจ  ส่งเสริมความเป็นหนึ่งในการสร้างสรรค์ ความสุขสำราญในชีวิตรักอย่างหนึ่งและเพศสัมพันธ์เป็นพระประสงค์ของพระเจ้าที่จะให้ความเป็นอันหนึ่ง ความพึงพอใจและการทวีผลิตผล ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมจึงใช้การคุมกำเนิดวิธีต่าง ๆ ในชีวิตสมรสเพราะไม่ใช่เพื่อผลิตผลอย่างเดียว

                ถ้าเพศสัมพันธ์เพื่อทวีลูกหลานนั้นก็น่าแปลกว่าน้อยกว่าครึ่งของชีวิตผู้หญิงผลิตลูกได้(จนถึงวัยหมดประจำเดือน) เมื่อหักลบการมีประจำเดือนบ้างประมาณ 3 ปี (ตั้งแต่อายุ 20-45 ปี = 25 ปี) จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พระเจ้าจะให้เพศสัมพันธ์เพื่อความสนุกสนานด้วย

                4.พระคัมภีร์ไม่ได้ลงโทษการคุมกำเนิดโดยทั่ว ๆ ไป ในกรณีที่โอนันได้ปฏิเสธการแพร่พันธุ์ให้พี่ชายอย่างนั้น พระเจ้าได้ลงโทษเขาเป็นกรณีพิเศษ ตอนนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องสิ่งห้ามทำทั่วไป   แต่เป็นกฎของชาวยิวที่ต้องสืบสกุลให้พี่-น้อง ชาย (เฉลยธรรมบัญญัติ  25.5) มีเพียงครั้งเดียวในพระคัมภีร์  จึงไม่ควรจะเอามายึดถือว่าเป็นข้อห้ามจากพระเจ้าในกรณีของโอนันนั้นเพราะเขาแสดงการเห็นแก่ตัวไม่ยอมแพร่พันธุ์ให้พี่ชาย เพราะลูกที่เกิดจากเขาและพี่สะใภ้นั้นจะเป็นทายาทของพี่ชาย ถ้าอย่างนั้นเราจะสรุปว่าการคุมกำเนิดผิดในกรณีที่เห็นแก่ตัว

                ลองคิดดู การไม่ยอมคุมกำเนิดเลยทั้ง ๆ ที่สุขภาพของผู้หญิงไม่ดีเธอเจ็บป่วย (ทั้งทางร่ายกายและจิตใจ) หรือผู้หญิงมีภาระต่อลูกมากมาย หรือเธอยังต้องรับภาระอื่น ๆ

                สรุปได้ว่า ไม่ผิดในการคุมกำเนิดหรือการจำกัดจำนวนการมีเพศสัมพันธ์เพื่อการขยายพันธุ์ ไม่ได้มีข้อห้ามในพระคัมภีร์เมื่อเป็นเช่นนี้การคุมกำเนิดนั้นต้องเป็นการกระทำตามความเหมาะสม และจำเป็นไม่ใช่เกิดจากความเห็นแก่ตัว (Norman L.Geisler, P.214-216)

การคุมกำเนิดในทัศนะของคริสเตียน

Image

                จากการศึกษาตั้งแต่หน้าแรกมา เราสามารถสรุปได้หลายข้อด้วยกันเป็นความผิดแน่ถ้าใครคุมกำเนิดทั้งหมด คือ แต่งงานแล้วไม่อนุญาตหรือตั้งใจไม่ให้ทารกมาเกิดเลย เพราะพระเจ้าทรงบัญชาให้ทวีผลิตผล ถ้าทุกคน (ทุกคู่) แต่งงานแล้วไม่ยอมมีทายาทเลย ชาติพันธุ์คงจะหมดไปในช่วงอายุนั้น ๆ เรามาพิจารณาดูว่าการคุมกำเนิดเมื่อไหร่ผิดและเมื่อไหร่ถูก

                1.การคุมกำเนิดนั้นผิด: มีหลายกรณีด้วยกันที่ถือว่าการคุมกำเนิดนั้นผิด

                  1.1 การคุมกำเนิดนอกสมรส คือได้เสียกันก่อนแต่งงานหรือตั้งใจว่าไม่แต่งงานกัน จึงไม่ต้องการมีเด็ก แต่ใช้การคุมกำเนิดนั้นเพื่อสนองตัณหาหรือเป็นการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อความสนุกสนานที่ผิดศีลธรรม ความสนุกสนานทางเพศสัมพันธ์นั้นเป็นการรวมกันเป็นหนึ่งตามพระประสงค์ของพระเจ้าเท่านั้น ไม่ใช่ใครก็ได้ที่เล่นกันอย่างสนุกสนาน

                  1.2 การคุมกำเนิดนั้นผิดถ้าเป็นการปฏิเสธการทวีลูกหลานเพื่อให้พงศ์พันธุ์แพร่ไป เช่น ถ้าอดัมปฏิเสธไม่ยอมแพร่พันธุ์ หรือสมมติว่าเกิดสงครามนิวเคลียร์อาจจะมีมนุษย์ชาย-หญิง เหลืออยู่ 4-5 คนจะเป็นการผิดถ้าพวกเขาไม่ยอมแพร่พันธุ์ให้มีเผ่าพันธุ์มนุษย์ต่อไป เท่ากับเป็นการจงใจฆ่า การฆ่าตัวเองตายก็ชั่วร้ายแล้ว ถ้าเป็นการจงใจฆ่าเผ่าพันธุ์นั้นยิ่งแย่กว่านัก

                  1.3 ความจริงแล้วเป็นการผิดที่มนุษย์จะไม่มีลูกหลาน ถ้าหากว่าประชากรของเผ่าพันธุ์นั้นไม่ได้เพิ่มขึ้นถึงขีดสูงสุด พระเจ้าตรัสสั่งให้เพิ่มประชากรเต็มผิวโลก จึงเป็นหน้าที่ของมนุษย์ที่จะเพิ่มประชากร คงผิดถ้าไม่ยอมเพิ่มประชากรเลย

                  1.4เป็นการผิดถ้าคู่สมรสไม่ยอมมีลูกเพราะไม่อยากมีภาระหรือมีความรับผิดชอบในการเลี้ยงดู ฯลฯ นับว่าเป็นการเห็นแก่ตัวที่สุด เพราะถ้าทุกคู่คิดเช่นนี้คงจะไม่มีเผ่าพันธุ์มนุษย์ในโลกอีกเลยหมายเหตุ: คนที่มีความคิดเช่นนี้ส่วนใหญ่คือคนที่พ่อ-แม่ ไม่เอาใจใส่เขา  ดังนั้นเขาจึงไม่อยากให้ชีวิตต่อไปเกิดขึ้นอีก

                2.การคุมกำเนิดที่ถูกต้อง: ไม่ใช่การคุมกำเนิดทุกชนิดเป็นการเห็นแก่ตัวเสมอไป  ยังมีหลายกรณีที่การคุมกำเนิดเป็นสิ่งที่จำเป็นหรือสมควร อาจจะพูดอีกนัยหนึ่งว่าถูกต้อง

                  2.1 เป็นการชะลอการมีลูก  โดยการคุมกำเนิด จนกว่าฐานะทางครอบครัวมีความเป็นอยู่ดีขึ้น จึงสามารถเลี้ยงดูลูกให้มีประสิทธิภาพ เช่น บางครอบครัว พ่อ-แม่  อาจจะมีปัญหาทางด้านจิตใจ ทางเศรษฐกิจ อยู่ในระหว่างการศึกษา ดังนั้นการชะลอการมีลูกจนกว่าจะพร้อมเพื่อว่าโอกาสต่อไปเขาจะเลี้ยงดูลูกอย่างดี หรือมีคุณภาพฉะนั้น การคุมกำเนิดอย่างนี้ถือว่าถูกต้อง

                  2.2 การคุมกำเนิดเพื่อจำกัดขนาดของครอบครัว เพื่อว่าให้เหมาะสมกับความสามารถของพ่อแม่ที่จะเลี้ยงดูครอบครัวได้ ไม่ใช่เป็นความบาป ในพระคัมภีร์ยังสนับสนุนให้มนุษย์เลี้ยงดูวงศ์ญาติ (1ทิโมธี 5.8) นอกจากนั้นยังให้วางแผนสำหรับอนาคต

                  2.3 การคุมกำเนิดเพราะสุขภาพ การคุมกำเนิดเพื่อสุขภาพไม่ว่าทางด้านจิตใจหรือสมอง ไม่ผิด ความจริงแล้วน่าจะผิด ถ้าพ่อแม่มีลูกขณะที่ตัวเองผิดปกติ เช่น สติไม่ดี ซึ่งเขาไม่สามารถเลี้ยงดูหรืออบรมสั่งสอนลูกได้

                2.4 การคุมกำเนิดไม่ผิดถ้าเป็นการหลีกเลี่ยงการมีลูก โดยจุดประสงค์เพื่อศีลธรรมขั้นสูงกว่า  เช่น  พระเยซูทรงยกตัวอย่างใน มัทธิว 19.12 “.......ผู้ที่กระทำตัวเองให้เป็นขันทีเพราะเห็นแก่แผ่นดินสวรรค์” และการกระทำของเขานั้นมีผลดีต่อผู้อื่น (Normal L.Geisler, P.217-218)

สรุป

                จริยธรรมคริสเตียนเกี่ยวกับการคุมกำเนิดอยู่บนพื้นฐานอันแท้จริงเพื่อคุณค่าของคน ซึ่งตั้งอยู่บนหลักเกณฑ์การเพิ่มจำนวนประชากรแต่ถ้าเป็นคนที่สมบูรณ์ดีกว่าคนที่ไม่มีคุณภาพ ในทีนี้เป็นการวางแผนล่วงหน้าที่สามารถวางตัวบุคคล ดังนั้น จึงสามารถพัฒนาความเป็นบุคคลที่ดีกว่า การมีคนจำนวนมากดีกว่าการมีน้อย อย่างไรก็ตามสิทธิส่วนบุคคลแต่ละคนสามารถทำอะไรก็ได้ แต่ไม่ใช่การคุมกำเนิดของคนจำนวนมากการคุมกำเนิดมีประโยชน์ในกรณีที่ช่วยให้ จริยธรรมที่สูงกว่าและมีคุณค่าตามกรณีต่าง ๆ ที่ได้กล่าวไว้

 (  หมายเหตุ : เป็นประเด็นหนึ่งของวิชา “คริสต์จริยธรรม” ของปริญญาตรี ชั้น ปีที่ 3 )

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Thursday, 20 May 2010 )
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
จำนวนสมาชิก : 314
จำนวนข่าวสาร : 459
เว็บลิงค์: 5
ผู้เยี่ยมชม : 3389222
ขณะนี้มี 187 บุคคลทั่วไป ออนไลน์