Links ติดต่อเรา บทความ/ข่าวกิจกรรม Home
ฉลองอีสเตอร์ PDF พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย อศจ.นันทิยา เพ็ชรเกตุ   
Monday, 26 April 2010

Image

Happy Easter !!! ปีนี้ (ค.ศ.2010 )วันอาทิตย์ที่ 4 เมษายน เป็นวันฉลองอีสเตอร์ หรือสมโภชปัสกา (คาทอลิก)คือวันที่พระเยซูคริสต์ทรงกลับคืนพระชนม์ชีพ  ซึ่งเป็นวันสำคัญยิ่งที่เราคริสตชนเชื่อว่าพระเยซูเจ้าทรงได้รับชัยชนะ อำนาจของความบาป นำมนุษย์ให้พ้นความผิดบาป และมุ่งสู่ชีวิตนิรันดร์

เทศกาลพระเยซูคริสต์คืนพระชนม์ (Easter Season)

Imageวันคืนพระชนม์ขององค์พระเยซูคริสต์เป็นเทศกาลสำคัญที่สุดในปฏิทินของคริสตจักร/พระศาสนจักร และเป็นหัวใจแห่งความเชื่อศรัทธาของคริสตชนทั้งปวง หากปราศจากวันพระเยซูคืนพระชนม์นี้ การเป็นผู้ติดตามพระเยซูคริสต์จะไม่มีความหมายใดๆ เลย เทศกาลพระคริสต์คืนพระชนม์จะใช้เวลา 6 สัปดาห์โดยเริ่มตั้งแต่เช้าวันอาทิตย์ที่ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย กระทั่งถึงวันที่พระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จมาเพื่อคริสตจักร สีที่ใช้คือ “สีขาว”

พระกิตติคุณยอห์น บทที่ 20.1-9

1 วันอาทิตย์เวลาเช้ามืด   มารีย์ชาวมักดาลามาถึงอุโมงค์ฝังศพ นางเห็นหินออกจากปากอุโมงค์อยู่แล้ว

2นางจึงวิ่งไปหาซีโมนเปโตร  และสาวกอีกคนหนึ่งที่พระเยซูทรงรักนั้นและพูดกับเขาว่า "เขาเอาองค์พระผู้เป็นเจ้าออกไปจากอุโมงค์แล้ว  และพวกเราไม่รู้ว่าเขาเอาพระองค์ไปไว้ที่ไหน "

3เปโตรจึงออกไปยังอุโมงค์กับสาวกคนนั้น

 4เขาวิ่งไปทั้งสองคน   แต่สาวกคนนั้นวิ่งเร็วกว่าเปโตรจึงมาถึงอุโมงค์ก่อน

5เขาก้มลงมองดูเห็นผ้าป่านวางอยู่   แต่เขาไม่ได้เข้าไปข้างใน

6ซีโมนเปโตรตามมาถึงภายหลัง   แล้วเข้าไปในอุโมงค์เห็นผ้าป่านวางอยู่

7และผ้าพันพระเศียรของพระองค์ไม่ได้วางอยู่กับผ้าอื่น   แต่พับไว้ต่างหาก

8แล้วสาวกคนนั้นที่มาถึงก่อนก็ตามเข้าไปด้วย   เขาได้เห็นและเชื่อ

9เพราะว่าขณะนั้นเขายังไม่เข้าใจข้อพระธรรมที่เขียนไว้ว่าพระองค์จะต้องฟื้นขึ้นมาจากความตาย

Imageประมวลเรื่องวันอีสเตอร์ (Easter) ทั่วๆไป

คือวันระลึกถึงวันเป็นขึ้นมาจากความตาย หรือคืนชีพของพระเยซูคริสต์ ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ คำว่า "อีสเตอร์ " ที่นำมาใช้สำหรับการฉลองนั้นมาจากคำว่า "EOSTRE" ซึ่งเป็นชื่อของเทพเจ้าแห่งฤดูใบไม้ผลิตของพวกทูโทนิค เป็นเทพเจ้าแห่งการฟื้นคืนชีพ เพราะก่อนถึงฤดูนี้ ต้นไม้ ใบหญ้า ดอกร่วงหล่นเหลือแต่ซาก พอถึงฤดูใบไม้ผลิมันจะกลับผลิดอกออกใบมีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่ง ฉะนั้นฤดูใบไม้ผลิ จึงถูกนำมาเปรียบกับการเป็นขึ้นมาจากความตาย ของพระเยซูด้วย จึงเรียกวันนี้ว่า "อีสเตอร์"

เริ่มแรก คริสตจักรต่างๆ จัดฉลองวันอีสเตอร์ในวันอาทิตย์ที่ไม่ตรงกัน จนถึงปี ค..325 สภาไนเซียหรือสภาผู้นำคริสตจักร ( พระศาสนจักร )ทั่วโลกได้ประชุม และมีมติให้กำหนดแน่นอน ให้คริสตจักรทั่วโลกฉลองเทศกาลอีสเตอร์ให้ตรงกัน โดยกำหนดวันอีสเตอร์คำนวณตามระบบจันทรคติ ทั้งนี้เนื่องจากต้องการให้การฉลองวันที่พระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตาย ตรงกับเหตุการณ์ในครั้งแรกจริงๆ

การฉลองวันอีสเตอร์ โดยทั่วไปจะเริ่มตั้งแต่เช้ามืดของวันอาทิตย์ คริสตชนจะไปรวมตัวกันที่คริสตจักร หรือที่สุสาน หรือในทุ่งกว้าง หรือตามป่าเขา ร้องเพลงนมัสการพระเจ้าตั้งแต่ยังมืดอยู่ พอดวงอาทิตย์ค่อยๆ โผล่ขึ้นจากขอบฟ้า เสียงเพลง "เป็นขึ้นแล้ว" ก็จะดังกระหึ่มขึ้น เขาจะร้องเพลง อธิษฐานโมทนาพระคุณพระเจ้า และสรรเสริญพระองค์ที่ทรงเป็นพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ ได้มีชัยชนะเหนือความตาย และทรงพระชนม์อยู่เป็นนิตย์ หลังจากนั้นก็ มีการบรรยายถึงการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูคริสต์ หนุนใจให้คริสตชนดำเนินชีวิตอย่างมีชัย เหนือความบาป และความตาย ยืนหยัดอยู่ในความเชื่อศรัทธาที่มีต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า จากนั้นส่วนใหญ่ก็จะรับประทานอาหารเช้าร่วมกัน เสร็จแล้วบางแห่งก็จะมีการเล่นเกมสนุกๆ หลายแห่งนิยมเอาไข่มาระบายสีต่างๆ ให้ดูสวยงาม และนำไปซ่อนให้เด็กๆ หรือหนุ่มสาวค้นหาอย่างสนุกสนาน คนโบราณในประเทศตะวันตก เชื่อกันว่าไข่เป็นสัญลักษณ์ของชีวิต เพราะกำลังจะมีชีวิตใหม่เกิดขึ้น จึงได้มีการใช้ไข่เป็นสัญลักษณ์ของวันอีสเตอร์ด้วย

คริสเตียนถือว่า วันที่พระเยซูคริสต์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย เป็นวันที่สำคัญที่สุด เป็นหัวใจของข่าวประเสริฐ เพราะถ้าไม่มีวันอีสเตอร์ วัน คริสต์มาสหรือวันศุกร์ประเสริฐ ( ศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ ) ก็ไม่มีความหมาย เพราะถ้าพระเยซูเสด็จมาเกิด และสิ้นพระชนม์โดยไม่ได้เป็นขึ้นมาใหม่ พระองค์ก็เป็นเพียงพระเจ้าที่ตายแล้ว ไม่สามารถช่วยเราได้ แต่เมื่อพระองค์ได้ชัยชนะเหนือความตาย บรรดาผู้เชื่อจึงมีความหวังที่แน่นอน ที่จะเป็นขึ้น จากความตาย มีชีวิตนิรันดร์ในสวรรค์กับพระเจ้า ได้มีความมั่นใจในชีวิตนิรันดร์หลังความตาย สิ่งนี้ได้ถูกบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ว่า หลังจากพระเยซูคริสต์เป็นขึ้นมาจากความตาย พระองค์ได้ไปปรากฏในที่ต่างๆ หลายแห่ง ท่ามกลางสาวก และได้อยู่กับ สาวกเป็นเวลา 40 วัน จึงได้ เสด็จสู่สวรรค์ท่ามกลางพยานถึง 500 คน เมื่อพระองค์ตรัสสั่งสาวกให้ไปประกาศข่าวประเสริฐ จนถึงสุดปลายแผ่นดินโลก (มัทธิว 28:18-20) และพระองค์ทรงสัญญาว่าจะอยู่กับพวกเขาจนกว่าจะสิ้นยุค และยังสัญญาว่าจะกลับมารับพวกเขาไปอยู่กับพระองค์ พวกสาวกจึงได้ออกไปประกาศข่าวนี้ โดยไม่กลัวอันตรายใดๆ บ้างก็ถูกต่อต้าน ถูกจับทรมาน ถูกฆ่าตาย แต่พวกเขาก็ไม่หยุดยั้ง เพื่อยืนยันถึงสัจธรรมที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นความจริง โดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ยิ่งนับวัน ผู้คนติดตามพระองค์ก็มีมากขึ้น พระองค์ได้สถาปนาอาณาจักรของพระองค์ด้วยความรัก ที่สละได้แม้ชีวิตของพระองค์เอง ที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นความจริง

Imageพยานผู้รู้เหตุการณ์ในวันอีสเตอร์หลังจากพระเยซูคืนพระชนม์เป็นขึ้นจากความตายคือ”วันอีสเตอร์”ได้ทรงปรากฏแก่เหล่าสาวก หลายครั้งจนมีพยานหลักฐานมากมายยืนยันในวันนั้น

.พยานบุคคล

1.มารีย์ มักดาลา (ยน.20.11-18) …….สาวกหญิงอดีตคือหญิงผิดประเวณี

2.ผู้หญิงสามคน ( มก.16.1-8,มธ.28.1-10…..มารีย์มักดารา  มารีย์ มารดาของยากอบและนางสะโลเม

3.เปโตร ( ลก.24.34,1คร.15.5 )…..สาวกพระเยซูที่เป็นผู้นำ มีอีกชื่อคือเคฟาส

4.สาวก 2 คน ( ลก.24.13-35 )…..เคลโลปัส กับเพื่อน

5.สาวก 10 คน ( ลก.24.36-43,ยน.20.19-23 ) ยกเว้นยูดาส กับโธมัส

6.สาวก 10 คนและโธมัส ( ยน.20.24-29 )….ยกเว้น ยูดาส

7.สาวก 7 คน ( ยน.21.1-23 )….เปโตร โธมัส,นาธาเอล,ยากอบ,ยอห์น และสาวก อีก2 คน

8.สาวก 500 คน (ยน.20.24-29 )

9.ยากอบ (1คร.15.7)….น้องชายพระเยซู (คาทอลิก เชื่อว่าเป็นลูกพี่-น้องกับพระองค์ เพราะแม่พระมารีย์รักษาพรหมจรรย์) และเป็นผู้นำคริสตจักร/พระศาสนจักรยุคแรก

10.อัครทูตทั้งหมด (1 คร.15.7,มก.16.14-20)…..ที่เหลือ 11 คน หลังจากยูดาสทรยศและเสียชีวิต

11.สเทเฟน (กจ.7.54-60)…..หนึ่งใน7 มัคนายก ชุดแรก ของคริสตจักร

12.เปาโล (กจ.9.1-25,1 คร.15.8,22.17-21

13.เปาโล (กจ.22.17-21)….เมื่อกลับใจใหม่ๆขณะอธิษฐาน

14.เปาโล (กจ.23.77)…...เมื่อทหารแยกท่านจากพวกสะดูสี และฟาริสี

15.ยอห์น (วว.13.18)…..เมื่อท่านอยู่ที่เกาะปัทโมส

.พยานวัตถุ (ยน.20.3-9; มธ.27.66)

1)       ตราประทับของเจ้าหน้าที่โรมถูกทำลาย

2)       หินใหญ่ปิดปากอุโมงค์เปิดออก

3)       อุโมงค์ว่างเปล่าปราศจากพระศพ

4)       ผ้าพันพระศพยังพันอยู่ในรูปเดิม

.พยานเอกสาร

1)       จดหมายฝากในพระคัมภีร์ใหม่

2)       พระคัมภีร์กิจการในพระคัมภีร์ใหม่

3)       ข้อเขียนของนักประวัติศาสตร์ เช่น โจเซฟัส, อิกเนเชียส,จัสติน มาร์เตอร์, เทอร์ ทัลเลียน

Imageปริศนาน่ารู้ เกี่ยวกับวันอีสเตอร์

 หลายคนสงสัยว่า วันอีสเตอร์เกี่ยวอะไรกับเทศกาล ปัสกาล่ะ เพราะคำว่าอีสเตอร์ไม่เคยพบในพระคัมภีร์เลยสักตอนเดียว และพี่น้องคาทอลิกเรียกวันนี้ว่า “สมโภชปัสกา” แต่ทำไมถึงมีความหมายและความสำคัญต่อคริสตชนทุกนิกายมาก แล้วทำไมเรื่องราวของ

อีสเตอร์มาเกี่ยวข้องกับวันหยุด เกี่ยวกับไข่ เกี่ยวกับ การ์ดอวยพร เกี่ยวกับดอกไม้ ฯลฯ

คำว่าอีสเตอร์ไม่พบในพระคัมภีร์ ก็จริงแต่เรื่องราวและความหมายปรากฏชัดมาก นั่นคืออีสเตอร์ถูกนำมาใช้ เรียก เทศกาลเฉลิมฉลองการที่ “พระเยซูคริสต์ทรงเป็นขึ้นจากความตาย”  นามอีสเตอร์นี้ได้มาจากชื่อของ”เทพธิดาหรือพระแม่เจ้าแห่งฤดูใบไม้ผลิ” ของพวกแองโกล-แซงซอน ที่นามว่า “ Eastre” ซึ่งคำนี้เข้าใจกันว่ามาจากภาษาเยอรมันโบราณ คือ Eostarun” แปลว่า “รุ่งอรุณ” และเข้าใจว่าการฉลองการคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์เกี่ยวกับฤดูใบไม้ผลินั่นเหมาะสมเพราะ

1.วันอีสเตอร์อยู่ในฤดูใบไม้ผลิ (ระหว่างเดือนมีนาคม และเมษายน )

2.ฤดูใบไม้ผลิเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตใหม่ ต้นไม้ใบไม้ที่ดูเหมือนตายในฤดูหนาว กลับผลิใบ ออกดอก ดุจเกิดใหม่ ดังนั้นจึงเป็นภาพที่เหมาะสมที่จะพรรณาถึงการเป็นขึ้นจากความตายของพระคริสต์

 อย่างไรก็ตามตัวเทศกาลนี้ได้พัฒนาจากเทศกาล “ปัสกา”(passover)ของยิว ซึ่งในภาษาฮีบรูนั้นคือ pesah ส่วนกรีกคือ pascha เมื่อกลับไปที่พระคัมภีร์ใหม่เหตุการณ์ต่างๆช่วงสุดท้ายในพระชนม์ชีพของพระเยซู อยู่ในช่วงเทศกาลปัสกา (ซึ่งคริสต์คาทอลิกยังเรียกคำนี้อยู่ คือ สมโภชปัสกา)

                ดั้งเดิม วันอีสเตอร์ได้ถือปฏิบัติกันในวันปัสกา เป็นวันที่ 14 เดือนนิสาน เดือนนิสาน (Nisan)คือเดือนแรกของปีของชาวยิว (ซึ่งคล้ายกับเดือนมกราคมของสากล)เดิมมีชื่อว่า อาบีบ (Abib)ตรงกับช่วงเดือน”มีนาคม-เมษายน”ในสมัยปัจจุบัน และวันปัสกานั้นตรงกับวันที่ 14 เดือนนิสาน (ดูอพยพ 12:18; เลวีนิติ 23.5; อิสยาห์ 3.7; เนหะมีย์ 2.1) จนกระทั่งถึงศตวรรษที่ 2คริสตชนบางกลุ่มเริ่มเฉลิมฉลองวันอีสเตอร์ในวันอาทิตย์ หลังจากวันที่ 14 เดือนนิสาน โดยถือเอาว่าวันศุกร์ก่อนวันอาทิตย์นั้นคือวันที่พระเยซูเจ้าถูกตรึงที่ไม้กางเขนจนสิ้นพระชนม์ ผลสุดท้ายก็เกิดการโต้เถียงในเรื่องวันที่ถูกต้องในการฉลองเทศกาลอีสเตอร์

                จนกระทั่งในปีค..197 วิคเตอร์ แห่งโรมได้บีบคริสตชนที่ยืนยันการเฉลิมฉลองอีสเตอร์ในวันที่ 14 เดือนนิสาน ไปจากหมู่คณะ  แต่การถกเถียงยังคงดำเนินอยู่ต่อไป จนกระทั่งมาถึงต้นศตวรรษที่ 4 “จักรพรรดิ คอนสแตนติน” ทรงบัญชาให้ ฉลองวันอีสเตอร์เป็นวันอาทิตย์หลังวันที่ 14 เดือนนิสาน แทนการเฉลิมฉลองวันที่ 14 เดือนนิสาน เหมือนที่เคยปฏิบัติกันมา

 โดยเหตุนี้ วันอีสเตอร์ จึงได้รับการเฉลิมฉลองในวันอาทิตย์แรก หลังจากวันเพ็ญแรก ที่ตามหลัง “วสันวิษุสวัต” (Vernal equinox) ซึ่งเป็นวันที่เวลากลางวันและกลางคืนเท่ากัน ตรงกับวันที่ 21 มีนาคม พูดกันง่ายๆคือจากวันนั้น ถึงวันนี้ “วันอีสเตอร์”จะต้องหลังจากวันที่ 21 มีนาคม ของทุกๆปี

ดังนั้นจึงสรุป ดังนี้ เมื่อเริ่มแรกนั้น วันอีสเตอร์ เป็นงานเลี้ยงเฉลิมฉลอง ความสอดคล้องของเหตุการณ์ที่พระเจ้าทรงนำชาวอิสราเอลให้อพยพรอดพ้นออกมาจากอียิปต์ในวัน “ปัสกา”และเหตุการณ์ที่พระเยซูคริสต์ทรงไถ่ ผู้ศรัทธาในพระองค์ให้รอดจากความบาป …จนกระทั่งต้นศตวรรษที่ 4อีสเตอร์จึงแยกออกมา และประกาศอย่างชัดเจนว่า เป็นการเฉลิมฉลองเพื่อระลึกถึง “การเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูคริสต์” หลังจากที่พระองค์ถูกตรึงบนไม้กางเขนเพื่อไถ่บาปของมนุษย์ และการฉลองนี้จะอยู่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ที่เคยเป็นเทศกาลเฉลิมฉลองฤดูใบไม้ผลิของชาวยุโรบ

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Monday, 26 April 2010 )
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
จำนวนสมาชิก : 314
จำนวนข่าวสาร : 459
เว็บลิงค์: 5
ผู้เยี่ยมชม : 3389257
ขณะนี้มี 187 บุคคลทั่วไป ออนไลน์